ประสบการณ์เรื่องสยอง!! ทางลัดซอยเปลี่ยวคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ

สวัสดีค่ะ วันนี้มีประสบการณ์สยองมาเล่าให้ฟังค่ะ (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน) (หากผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยนะคะ พึ่งเคยมาแชร์ประสบการณ์ครั้งแรกค่ะ) เรื่องนี้พึ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วค่ะคือตอนนั้นเราพึ่งกลับจากการทำบุญทอดกฐินที่ จ.โคราชค่ะ พอเสร็จแล้วก็เดินทางกลับมาที่ จ.สมุทรปราการ แล้ววันนั้นเราก็มีนัดกลับเพื่อนค่ะคือเราจะไปนอนที่บ้านเพื่อนเพื่อไปทำรายงานกัน วันนั้นเป็นวันศุกร์ค่ะ วันพระด้วย เรากะจะไปนอนกัน 2 คืนแล้ววันอาทิตย์ค่อยกลับ เราบอกให้พ่อแวะที่มหาลัยเพราะเป็นทางผ่านทางกลับบ้านและเพื่อนก็รออยู่ที่มหาลัยด้วย 2 คน เราขอใช้นามสมมติเพื่อน 2 คนว่า เอ กับ บี นะคะ เอ(ผช)และ บี(ผญ)เป็นเจ้าของบ้านที่เราจะไปนอนค้างกันค่ะ ในตอนนั้นที่เรามาถึงมหาลัยก็มืดแล้วค่ะช่วงเวลาประมาณทุ่มกว่าๆพวกเราก็ได้ขับรถออกจากมหาลัยโดยเอเป็นคนขับรถ บีนั่งข้างคนขับ และเรานั่งข้างหลัง

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าเราค่อนข้างจะมีเซ้นส์เกี่ยวกับเรื่องการมองเห็นค่ะ ยิ่งช่วงวันพระก็จะยิ่งเห็น พวกเราก็กะว่าจะไปทางลัดกันค่ะ เพราะถ้าขับไปทางปกติรถก็ติดอีกนานเป็นชั่วโมงเลยไม่อยากรถติดเราเลยต้องใช้ทางลัดที่สามารถไปออกเส้นสุขุมวิทสายเก่าได้ค่ะ แต่บ้านเพื่อนอยู่ถนนเส้นบางพลี-ตำหรุ ที่เขาเรียกว่าเส้นคลองขุดค่ะ ที่เลือกไปทางลัดก็เพราะว่าใช้เวลาในการเดินทางแค่ครึ่งชั่วโมงคือมันลดระยะการเดินทางได้เยอะกว่ากันมากๆแต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เรายอมเสียเวลาดีกว่าค่ะเข้าเรื่องเลยนะคะ เอได้เลี้ยวเข้ามาทางลัดที่เขาเรียกว่าคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิค่ะ

ก่อนที่เอจะเลี้ยวรถเข้ามาเราบอกให้เอจอดรถเพื่อที่เราจะไปนั่งข้างหน้ากับบีเพราะเรากลัวค่ะ ตอนแรกที่เอเลี้ยวรถเข้ามาเราก็เห็นมีรถคันอื่นๆเลี้ยวตามกันมาอีกหลายคันค่ะ เลยนึกโล่งใจที่อย่างน้อยก็ไม่ได้มีรถเราวิ่งอยู่คันเดียว เพราะในคลองส่งน้ำนี้ถ้าคนที่เคยขับผ่านเข้ามาหรือคนในท้องถิ่นจะรู้กันดีว่าทางไม่ค่อยดี มีหลุมเยอะ มันน่ากลัวมากสองข้างทางมีแต่ดงหญ้าและตลอดเส้นทางไม่คอยมีบ้านคนแถมยังไม่มีไฟถนนอีกด้วยคือมันค่อนข้างจะมืดมากๆ เห็นทางแค่ไฟจากหน้ารถ เมื่อขับเข้ามาในคลองส่งน้ำทีแรกก็มีรถขับตามเข้ามาเยอะเลยค่ะแต่พอข้ามสะพานมาอีกฝั่งที่จะมุ่งหน้าไปทางสุขุมวิทสายเก่าก็กลับไม่มีรถตามมาสักคันเลยค่ะ ตอนนั้นเรากับบีเลยบอกให้เอขับไม่ต้องเร็วมากเพราะมันมืดกลัวตกหลุมหรือเหยียบอะไรเข้า พอขับไปสักพักเอก็พูดขึ้นมาว่า
เอ : เฮ้ย… มีรถขับตามมาด้วยว่ะ ดูดิ

พวกเราก็หันไปดูแล้วก็พูดกันว่า “ดีเลยอย่างน้อยก็มีเพื่อนร่วมทางแล้ว” เรากับบีก็คอยมองกระจกข้างรถและรอบๆตลอดเพราะมันเปลี่ยวมากถึงจะมีรถขับตามมาแต่ก็ไว้ใจไม่ได้ว่าจะเป็นโจรหรือคนไม่ดีหรือเปล่า ขับไปเรื่อยๆเราก็หันไปมองข้างหลังตลอดว่ารถคันนั้นยังอยู่หรือเปล่า พอหันไปมองประมาณรอบที่ 5 ปรากฏว่ารถคันนั้นหายไปแล้ว เราก็สงสัยว่ารถคันนั้นหายไปไหน หายไปตอนไหน ทั้งๆที่ขับมาเราไม่เห็นมีซอยที่จะสามารถเลี้ยวรถไปทางอื่นได้เลย แต่เราก็พูดปลอบใจกันว่า “คงไม่มีอะไรหรอก รถคันนั้นอาจจะเลี้ยวเข้าซอยไปจริงๆก็ได้ เราอาจจะแค่ไม่เห็น”

จากนั้นเราก็ขับกันมาเรื่อยๆ ระหว่างที่ขับมาก็จะเห็นข้างทางตลอดค่ะ เห็นคนแก่เดินสวนรถไป เห็นผู้ชายยืนอยู่กลางถนน หรือแม้แต่มีคนวิ่งตัดหน้ารถ แต่เพื่อนไม่เห็นค่ะ เราก็ได้แต่ซุกหน้ากับบีเพราะกลัวมาก รถวิ่งมาเรื่อยๆจนถึงประมาณคลอง 5 ที่เป็นที่ตั้งของมหาลัยแห่งหนึ่งในคลองส่งน้ำค่ะ เราจะต้องกลับรถเพื่อเลี้ยวเข้าซอยที่จะไปเส้นคลองขุด ในขณะที่เราเลี้ยวขวาขึ้นสะพานกลับรถ เราเห็นแก๊งค์วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งยืนรวมกลุ่มกันอยู่ แต่ที่แปลกคือ เห็นผู้หญิงอยู่ในชุดทำงานเสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ ยืนอยู่บนราวสะพานในลักษณะก้มตัวลง 90 องศามองกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนั้นอยู่ ซึ่งโดยปกติถ้ายืนบนราวสะพานแบบนั้นไม่น่าที่จะก้มตัวลงมาได้ขนาดนั้นทั้งๆที่ไม่มีอะไรจับเลย เราได้แต่นั่งเงียบค่ะเพราะกลัว

ผ่านตรงนั้นไปได้เราก็ต้องเลี้ยวเข้าซอยทางหลวงชนบทที่จะไปออกเส้นคลองขุดค่ะ เส้นทางดีกว่าคลองส่งน้ำหน่อยไม่มีหลุมแต่คดเคี้ยว และมีโค้งเยอะ รถของเราวิ่งไปเรื่อยๆความเร็วไม่เกิน 80 แล้วก็มีรถตู้ขับมาจี้รถเราเหมือนเขาจะรีบ เรากับบีก็เลยบอกให้เอตีไฟซ้ายให้รถตู้แซงไปก่อนเพราะเราขับช้า รถตู้ก็แซงขึ้นไปจริงๆค่ะ แต่มันไม่ปกติตรงที่เราเห็นท่อนล่างไม่มีท่อนบนของคนนั่งห้อยขาอยู่ที่หลังรถตู้ค่ะ มองไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชาย เราช็อคมากค่ะ ถามเพื่อนว่า “เห็นอะไรมั้ย” เพื่อนก็บอกว่า “ไม่เห็นนิ มีอะไร?” เราก็ไม่ตอบได้แต่นั่งเงียบ เพราะรู้แล้วว่านั่นไม่ใช่คนแน่ๆ เพื่อนก็พอจะเดาออกเลยไม่ได้ถามอะไรต่อ และรถของเราก็วิ่งไปเรื่อยๆตามโค้ง อยู่ๆเอก็ส่งเสียงร้อง “เฮ้ย!!!” ร้องแบบตกใจมาก พร้อมกับรถที่ส่ายไปส่ายมา คือเอหักพวงมาลัยเหมือนหลบอะไรซักอย่าง แล้วเอก็เหยียบเบรก แล้วพูดว่า “เมื่อกี้มีมอเตอร์ไซค์วิ่งตัดหน้ารถ” เรากับบีเลยบอกว่า “บ้าหรอ ไม่มีรถซักคัน” เอหน้าซีดทันที เราจึงบอกว่า “ขับต่อไปเถอะ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว”

เอจึงขับต่อไปด้วยความกล้าๆกลัวๆ พอมาถึงสะพานที่ต้องข้ามคลองและเป็นสี่แยกที่ทั้งซ้ายและขวามีวัดอยู่ใกล้ๆไม่เกิน 300 เมตร ซึ่งสะพานนี้ค่อนข้างจะแคบต้องใช้ความระมัดระวังในการขับรถมาก(ปัจจุบันขยายแล้ว) จู่ๆ บีก็พูดขึ้นมาว่า “ระวังนะ มีรถสวนมา” เรากับเอก็เลยบอกว่า “มีที่ไหน ไม่เห็นมีเลย” บีก็เลยได้แต่ทำหน้างงๆ ในขณะเดียวกันเราก็เห็นผู้หญิงคนนึงนั่งหันหลังอยู่บนราวสะพานและมองมาที่รถของพวกเราที่ขับผ่านไป พวกเราก็ขับต่อมาเรื่อยๆ ทุกคนในรถก็ต่างกลัวกับสิ่งที่เห็น ได้แต่นั่งมองทางว่าเมื่อไหร่จะถึงทางออกปากซอยซักที ทั้งๆที่ระยะทางไม่ได้ไกลมาก แต่กลับขับไม่ถึงทางออกซักที

พวกเราดูนาฬิกา 4 ทุ่มครึ่งแล้ว พวกเราแปลกใจมากว่าทำไมใช้เวลานานขนาดนี้ ทั้งๆที่ปกติจะใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พวกเราได้แต่ภาวนาขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้รถของเราขับกลับไปถึงบ้านอย่างปลอดภัยด้วยเถิด ซักพัก ไม่ถึง 10 นาที พวกเราก็เห็นแสงไฟจากถนนที่เป็นทางออกจากซอย พวกเราดีใจกันมากแล้วจู่ๆบีก็พูดขึ้นว่า “ได้ยินเสียงอะไรมั้ย” เราก็เงียบฟังกัน มันเป็นเสียงตึกๆๆๆๆ เหมือนล้อเหยียบอะไรซักอย่าง เอจึงจอดรถข้างทางและเราก็ลงไปดูกัน ปรากฏว่าเป็นตะปูค่ะ ตะปูขนาดใหญ่ตำล้อเราอยู่ มันตำมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมพวกเราไม่รู้กันไม่รู้เลย พวกเราจึงตัดสินใจเข้าบ้านก่อนแล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยเอารถออกมาปะยาง เมื่อถึงบ้านพวกเราก็เล่าแชร์ทุกอย่างที่พวกเราเห็นให้กันและกันฟังค่ะ ต่างคนก็ต่างเห็นไม่เหมือนกันเลย และที่สำคัญคือถ้าเกิดตะปูมันหลุดในซอยหรือในคลองส่งน้ำ ไม่รู้เลยว่าเราจะเป็นยังไง หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ เราไม่คิดที่จะเข้าทางลัดที่เปลี่ยวๆในตอนมืดอีกเลย

ปล1. ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ ^^
ปล2. จริงๆมีรูปที่ถ่ายตอนตะปูตำด้วยค่ะ แต่เราหาไม่เจอ สังสัยลบไปแล้ว เสียดายเลย ไม่งั้นจะเอามาลงให้ดูด้วย T T