เขมรทำของ อุบลราชธานี!!

***###ผมมีประสบการณ์จริง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2561 (ซึ่งเป็นวันปีใหม่ของไทย) เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมเป็นพ่อค้าและร่วมค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ซึ่งตลาดนี้มีชื่อว่า

(ตลาด…..) อยู่ในอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ในทุกๆ ปีวันสงกรานต์ประเพณีพื้นบ้านไทย คนกรุงเทพเขาก็จะหยุดและเดินทางกลับบ้านตัวเองในต่างจังหวัด เพื่อมาไหว้ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย

และเป็นการหยุดพักผ่อนยาวด้วย ซึ่งทุกๆ วันอังคาร – วันพฤหัสบดี เป็นวันนัดขายของ ไทย – กัมพูชา และผมจะใช้วันจันทร์ พุธ ศุกร์ เพื่อหาวัตถุดิบมาขายให้ฝั่งกัมพูชา เป็นปกติของผมอยู่แล้ว

มาวันหนึ่ง เนื่องจากทางตลาดเขาประชุมกันก่อนหน้านี้แล้ว ว่าจะจัดหมอลำและรำวง เพื่อสืบสานประเพณีสงกรานต์ ให้ชาวไทย-กัมพูชา ได้สนุกสนานกันแบบพี่น้องสังคม ไทย-เขมร และปรองดรองต่อ

กัน เป็นพันมิตรไมตรีแก่กันและกัน จึงได้เกิดงานนี้ขึ้น งานหมอลำนี้จัดขึ้นเมื่อ วันที่ 14 เมษายน 2561 ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ของไทยและกัมพูชาพอดี

รุ่งเช้าของวันที่ 14 ผมก็เตรียมของขึ้นรถกระบะครับ เมื่อจัดของเสร็จรอบแรก ผมขึ้นไปตลาดช่องอานม้าประมาณตี 4 เพื่อเขาของไปไว้ก่อน และก่อนขึ้นไปจะมีด่านตรวจไทย เป็นด่านตรวจของทหาร

พราน-อนุรักษ์ พอผ่านด่านตรวจไป 12 กิโล ก็ถึงชายแดนไทย-กัมพูชา พอลงของเสร็จ ผมก็ขับรถกลับลงมาที่บ้านอีกครั้ง เพื่อมาเอาของรอบสอง

พอมาถึงบ้าน กว่าจะขนของเสร็จก็ 8 โมงเช้าพอดี ผมก็ออกเดินทางไปตลาดช่องอานม้าอีกครั้ง เพื่อที่จะไปรับชมหมอลำพร้อมๆ กับการขายของไปในตัว ผู้คนเริ่มหลั่งไหลมาเรื่อยๆ ทั้งไทยและเขมรเยอะ

มาก แบบแออัดแต่ก็สนุกสนาน ส่วนผมเองก็ขายส้มตำปิ้งไก่ ปลาเผาอะไรพวกนี้ วันนั้นมีลูกค้าเข้ามาสั่งอาหารการกินเยอะแยะมาก แต่อีกด้านใครจะรู้ ว่าหลังจากนี้มันจะมีอะไรเกิดขึ้น…..

เพราะวันนี้มันเป็นวันแข็งนั่นเองครับ ซึ่งพวกที่มีวิชาอาคม รึชอบเล่นของ เลี้ยงของ พวกเขาเหล่านี้จะมาทดสอบของกันในวันแข็ง ซึ่งของไทยเราก็มี ของกัมพูชาก็มี เรื่องความแรงก็อาจแตกต่างกันไปจากผู้ถือวิชา

พอขายได้สักเที่ยงเศษๆ มีชาวเขมรคนหนึ่งมาสั่งส้มต้มไก่ย่าง และเบียร์อีกหนึ่งชุด มากันสองคน (นามสมมุติ แดงและดำ) ดำเป็นคนสั่งเหล้า ผมก็เดินไปเอาเหล้าที่ร้านน้ามาให้ พอมาถึงนายดำก็บอกว่า

ไม่ใช่เหล้าขาว ผมไม่ได้สั่ง ผมสั่งเหล้าลีโอ ผมก็ อ๋อ…เบียร์ ผมก็เดินไปร้านลุง ไปหยิบเบียร์มาให้นายดำใหม่อีกครั้ง แต่ตอนที่เดินไปเอาเหล้าผมไม่ทันสังเกตว่าเงินผมหาย (ตอนนั้นขายของได้ประมาณ

1,200 ที่อยู่ในกระเป๋า) ผมตกใจมาก คือเงินหายไปไหน ผมคิดในใจว่า กูซวยแล้ว วันนี้จะโดนอะไรมั้ยเนี่ย

นายดำชาวกัมพูชา เมื่อผมเดินเอาเบียร์มาให้ เขาพูดภาษาเขมรว่า ” ยั่วเดวบอกพ๊อกพ่องขเนีย ” (หมายถึง เอ๊าพี่ดื่มด้วยกัน) ผมเห็นเขารินเบียร์แบบหงายมือ ก็เลยเอ๊ะใจว่าทำไมรินแบบนั้น ทั้งๆที่ผมก็รู้

อยู่แล้วว่ารินให้ผีสาง แต่ผมถือว่าเป็นวันสงกรานต์ปีใหม่ไทย-กัมพูชา ผมเลยรับด้วยความเต็มใจ ผมดื่ม 1 แก้ว พอเป็นพิธี จากนั้นเวลาบ่ายสามกว่าๆ คนเริ่มจางหาย และพี่ที่ลงมาจากกรุงเทพเขาก็มาชวน

ผมไปดื่มเบียร์เขมร ฝั่งกัมพูชา ระยะทางจากที่ผมอยู่ไปฝั่งนั้น ประมาณ 750 เมตร ในการเดินเท้า พวกเราก็ไปนั่งดื่มกินกันที่ร้านแห่งหนึ่งในเขตเขมร

ผมบอกแม่ค้าเขมรว่า บ๊องยั้วเบียร์ไพร่กระป๋อง (พี่เอาเบียร์20กระป๋อง) สั่งมาดื่มกะพี่สองคนครับ (นามสมมุติ พี่เดช) พอได้เบียมา พวกผมก็นั่งดื่มตามปกติ ลมเย็นๆ พัดมาบนภูเขา พอผ่านไปสักพัก

พี่เดช แกเอ่ยขึ้นมาว่า ชอบคนเล่นของมั้ย ชอบลองของป่าว

ผม : ตอบภาษาอีสาน ผมบ่มักงะอ้าย

พี่เดช : อ้ายมีตะกรุด 3 กษัตริย์เด้

ผม : แล้วมันเป็นหยังคับ

คือตอนนั้นผมรู้แล้วครับ ว่าพี่เขาอยากลองของกะเรา

พี่เดช : เอ็งเป็นคนมีของแต่ทำไมเฉยๆ

คือผมก็คิดในใจนะครับ ทำไมแกถึงอยากจะลองของเหลือเกิน ทั้งๆที่ผมบอกว่าไม่ได้ถือของอะไรเลย (จริงๆ ก็ถือแหละ แต่วันนั้นไม่ได้ใส่มาด้วย) …… ทีนี้ผมเริ่มเมา

ผม : ของน่ะมี ได้มาจากหลวงปู่องค์หนึ่ง หลวงปู่องค์นี้ แกไม่ได้ให้ของใครง่ายๆ

พี่เดช : เงียบไปสักพักแล้วสั่งเบียร์ต่อ

พอนั่งดื่มไปซักพักก็เริ่มเมาพอสมควร พี่เขาก็เรียกเก็บเงิน แล้วเดินลงไปก่อน ก่อนแกจะลงไปแกหันมาบอกผมว่า ” ระวังนะ ” ผมก็คิดในใจว่า แกคงกลัวผมเมา แล้วเดินไปชนอะไร ผมคิดว่าพี่เขาคงเป็น

ห่วงเรา

อยู่ๆ ผมดันอ้วกออกมาครับ มีแต่น้ำทั้งนั้นเลย (สงสัยคงจะดื่มเยอะไปหน่อย) พอผมตั้งสติได้ ก็เดินกลับครับ ตอนนั้น 4 โมงกว่าเกือบ 5 โมงและ ด่านข้ามแดนมันก็ปิด ผมก็เดินลงตามพี่เขามาสักพัก

จนเดินมาถึงหน้าร้านตัวเอง ตอนนั้นผมเมามาก เลยนอนที่ม้าหินอ่อนในร้าน นอนไปได้ซักพักผมเกิดอาการปวดท้องขึ้นมา ปวดขึ้นเรื่อยๆ จนอ้วกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้อ้วกเป็นเลือดครับ มีแต่เลือดไม่ใช่เลือด

แดงนะครับ แต่เป็นเลือดสีดำเหมือนมันช้ำข้างในร่างกายเรา แล้วก็มีเลือดไหลออกมาทางจมูก ซึ่งเกิดมาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

ผมเองก็สงสัยว่าผมเป็นอะไร แม่ค้าพ่อค้าในตลาด ส่งเสียงถามกันใหญ่เลย ว่าไปทำอะไรมา ทำไมเลือดออก ตอนนั้นตัวผมเองพูดไม่ออกครับ มันเจ็บมาก ทรมานแบบสุดๆ ไม่เคยเป็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย แล้วอยู่ๆ มีก็ช่วงนึง หน้าเขมรนายดำ กับหน้าพี่ที่ชวนผมไปกินเบียร์ ลอยมาปะทะที่หน้าผม จนผมปวดหัว ตัวผมรู้สึกร้อนไปทั่วร่างกาย ส่วนป้าและลุงผมก็ตกใจ ของที่กำลังจะเก็บ จานที่กำลังจะล้างหยุดชะงัก โดยวิ่งมาดูผมก่อน ตอนนั้นมันตีกันไปหมดเลยครับ ปวดหัว อ้วก เลือดออก อะไรมั่วไปหมด สติผมนี่เหลือน้อยนิดมาก แต่ก็ยังพอรู้ตัวอยู่บ้าง

หลังจากนั้นลุงผมก็ไปเตรียมรถ เพื่อที่จะพาผมไปหาหมอ โรงพยาบาลอยู่ห่างประมาณ 20 กิโล จากช่องอานม้า ผมอ้วกเป็นเลือดตลอดทาง ในรถก็อ้วก เลือดจมูกก็ไหล อาการเหมือนคนจะตายให้ได้เลย

ตอนนั้น จนผมนึกถึงพ่อแม่ และหลวงปู่เป็นครั้งสุดท้าย ผมบ่นพร่ำๆ ว่า ” หลวงปู่ๆ ช่วยผมด้วยขอรับ หลวงปู่ๆ ช่วยผมด้วยครับ ” พอผ่านด่านตรวจด่านแรก ขับไปอีกไม่ถึงกิโล ก็จะถึงที่หลวงปู่ผมอยู่

ครับ ไม่ใช่วัดนะครับ แต่เป็นที่พักสงฆ์ วัดภูปักษ์พลานไชย สาขาหลวงปู่สรวง ตำนานเทวดาเดินดิน เจ้าอาวาสเป็นศิษย์หลวงปู่สรวง ชื่อหลวงปู่อาจ คือพระที่ผมเรียกหาครับ ผมบอกให้ลุงเลี้ยวรถขึ้นไปหา

หลวงพ่อที่นั้น โดยตัวผมไม่ลืมตา ได้แต่กัดฟันและกอดหยิกตัวเองมาตลอดทาง จนเป็นแผลเต็มไปหมด คือมันทรมานมาก แต่ผมต้องทำแบบนั้นแบบเพื่อให้รู้สติ พอมาถึงศาลาผมได้แต่นอนครับ ลุงกะป้า

ก็รีบไปหาหลวงปู่

หลวงปู่ : ทำอะไรมารึโยม

ป้า : หลานกระอักเลือด แหละบ่นหาหลวงพ่อ หลวงพ่อ ซ่อยหลานสีกาแหน่ค่ะ

หลวงปู่ : นี้ยังดีนะที่ยังมีสติเรียกหาอาตมาอยู่ เอาละเดี๋ยวจะช่วย

ต่อมาท่านก็ให้ผมเคี้ยวว่านอะไรไม่รู้ และบอกให้ผมยืนขึ้น ผมก็ยืนทั้งที่ตายังปิดอยู่ และผมก็ล้มลง ตอนนั้นเสื้อผ้าผมขาดหมดครับ เพราะตอนจะมาถึงวัดผมร้อนเหลือเกิน ร้อนจนทนไม่ไหว ผมเลยฉีกเสื้อ

ออก ผมเคี้ยวว่าไปได้สักพัก หลวงปู่ก็บอกว่า ผมโดนของเขมร ไทย (คือโดนทั้งสองเลยครับ) ตัวผมเขียวช้ำด้วยเลือด ลิ้นผมแหลๆ เท้าสีดํา ผมโคตรร้อนเลย ได้แต่ร้องบอกหลวงปู่ว่า ” ซ่อยผมแหน่

หลวงปู่ ซ่อยผมแหน่ ” ป้าเห็นอาการไม่ดีจึงให้ลุงไปเรียกยายที่อยู่บ้านมาดู และเอาพ่อใหญ่ (พี่ของยาย) มาด้วย แกเก่งเรื่องกันของและรักษา

พอสักพัก หลวงปู่ท่านก็ได้เป่าคาถาใส่น้ำว่าน ท่านบอกว่า เอ้า….ดื่มให้หมด แล้วอาการจะบรรเทาลง ท่านยังบอกอีกว่า ” โดนหนักจังซี่ รอดมาได้จังได๋ ” หลวงปู่บอกว่า โดนทั้งไทยทั้งเขมรเลย ต้องกิน

น้ำอีกสามขัน พอกินไปขันแรก ผมก็อ้วกออกมาเป็นน้ำ ขันที่สอง ทีนี้อ้วกออกมาเป็นเลือดนิดหน่อย หลวงปู่เลยเอาไม้มาตีผมเจ็ดครั้ง พอลงครั้งที่เจ็ด ผมรู้สึกร้อนครับ ตอนนั้นหน้าเขมรดําหายออกไปจาก

หัวผมแล้ว ผมรู้สึกโล่งครับ แต่ยังเจ็บหน้าอกอยู่ พอหายใจคล่องตัวแล้ว

หลวงปู่ ท่านบอกว่า ” ถ้าไม่มาหาอาตมาก่อนเที่ยงคืน เอ็งนี่ไม่รอดแน่ ” ผมพนมมือกราบท่าน แล้วนอนดูอาการ สักพักพ่อใหญ่กะยายก็มา พร้อมกับมะพร้าวลูกนึง พ่อใหญ่เฉาะปากมะพร้าวออกมา

แล้วเป่าคาถาแก้ใส่ในน้ำมะพร้าวให้ผมดื่ม และให้กินมะพร้าวให้หมดลูก พอกินไปเกือบจะหมดลูก ผมก็อ้วกออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เลือดเยอะกว่าเดิมครับ ผมนอนกลิ้งไปกลิ้งมา ยังกับโดนน้ำร้อนลวก

อย่างนั้นเลย

จนเวลาผ่านไปทุ่มเศษๆ ผมก็เริ่มดีขึ้น พอลืมตาได้ผมก็มองไปรอบๆ แล้วก็ลุกขึ้นนั่ง แล้วป้า ลุง พ่อใหญ่ กะยายที่ กําลังพูดคุยกับพระท่านอยู่ได้หันมามองผม ก็เดินมาประครองผมไปหาหลวงปู่ ผมกราบ

ท่าน 3 ครั้ง ว่าจะเอ่ยถามท่าน แต่ท่านดันถามผมมาก่อนว่า ” ของที่อาตมาเคยให้โยมไว้ไปไหนแล้ว ” ผมบอกท่านว่า ” ผมถอดบูชาไว้บนหัวนอน ” หลวงปู่ท่านเลยบอกว่า ” ที่อาตมาให้ไป ไม่ได้

ให้โยมเอาไว้บูชา แต่ให้เอาติดตัวไว้กันภัย อันตรายจากสิ่งที่มองไม่เห็น ” ผมเลยบอกหลวงปู่ไปว่าครับ หลวงปู่ท่านก็บอกว่า ” ตอนนี้ผมยังไม่หายดี เดี๋ยวให้ไปอาบน้ำมนต์แล้วเป่าอีกรอบ ค่อยกลับบ้าน ”

หลังจากอาบน้ำมนต์เสร็จ ผมก็ขอตัวลาหลวงปู่กลับบ้าน เพราะตอนนั้นรู้สึกหนาวครับ เปียกไปทั้งตัว แต่ก่อนจะกลับ หลวงปู่บอกว่า ผ้าที่ถอดอย่าเอามาบิดน้ำนะ ให้ตากไว้เลย กว่าจะกลับถึงบ้านก็สองทุ่ม

กว่าๆ แล้วครับ ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ก็เผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ด้วยความเพลีย

หลังจากนั้นสองสามวัน อาการผมก็ดีขึ้นครับ ไม่เป็นอะไรมากแล้ว และผมก็ไม่เจอพี่เขาอีกเลย หลังจากผมหายดีแล้วก็ไปขายของตามปกติที่ตลาด แต่ก็ยังไม่เจอหน้าของนายดำกับนายขาว ครับ…….

ผมอยากให้ทุกคนทุกท่านที่ได้อ่านเรื่องผมไว้เป็นอุทาหรณ์ เพราะมันเกิดขึ้นในสังคมเล็กๆ อย่าประมาทในชีวิต มีสตินึกคิดตลอดเวลา ดําเนินกิจวัตรประจําวันด้วยการทําสิ่งดี และห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกะของมี

วิชาอาคม มันคือสิ่งไม่ดี มันจะนําท่านไปสู่หายนะ เพียงเพราะความหลงความอยากลอง ในสิ่งที่มองไม่เห็น

เครดิตเรื่องเล่าจาก คุณ ODeenGT