กุฏิพระเล่นของ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมา คุณเบนและน้องชายได้ไปบวชยังวัดแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว พระพี่เลี้ยงที่วัดก็ได้พาคุณเบนและน้องขึ้นกุฏิหลังใหญ่ซึ่งภายในประกอบไปด้วยห้องหลายห้อง ทางวัดได้จัดไว้ให้คุณเบนและน้องอยู่ชั้นสองของกุฏิ พอคุณเบนก้าวเข้าไปในห้อง คุณเบนก็รู้สึกแปลกๆ ห้องของพระทุกห้องน่าจะมีพระพุทธรูปตั้งอยู่ในห้องด้วย แต่ห้องของคุณเบนกลับมีเป็นบาตรพระที่ลงอักขระตั้งไว้แทน

หลวงพี่ท่านได้กำชับว่า ห้ามแตะบาตรนี้เด็ดขาด นั่นก็ยิ่งทำให้คุณเบนและน้องชายเกิดความสงสัยขึ้นว่าเพราะอะไร เย็นวันนั้นคุณเบนและน้องชายก็ได้จัดแจงข้าวของและวางที่นอนให้เข้าที่เข้าทาง พรุ่งนี้ตอนเช้าจะต้องออกบิณฑบาต คุณเบนและน้องชายก็จะต้องท่องบทสวดให้พรเวลาญาติโยมใส่บาตรให้คล่องเสียก่อน จึงนั่งฝึกท่องกันในห้อง คุณเบนได้ลองเดินสำรวจไปทั่วห้อง แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างก็สังเกตว่า ตำแหน่งของกุฏิหลังนี้มันอยู่ตรงกับทางสามแพร่งพอดี คุณเบนกลับมานั่งฝึกท่องบทสวดต่อ จนสักพักก็รู้สึกว่าเริ่มท่องไม่รู้เรื่องแล้ว ก็เลยแยกกันท่อง โดยพระน้องชายอาสาออกไปฝึกท่องอยู่ที่หน้าห้อง ส่วนคุณเบนก็ฝึกท่องอยู่ด้านใน น้องชายของคุณเบนก็ได้ไปนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งที่อยู่หน้าห้อง หลวงพี่ก็เดินขึ้นกุฏิมาเห็นท่านก็ตกใจ แล้วบอกว่า “พระแบล็ค ห้ามนั่งบนเก้าอี้ตัวนี้เด็ดขาด หลวงพี่ลืมบอก” คุณเบนได้ยินเสียงก็เลยเดินออกมาดู ก็สงสัยว่าทำไมถึงห้ามแตะนู่นแตะนี่ อะไรก็ห้ามไปหมด คุณเบนก็ชวนพระน้องชายลงไปฝึกท่องข้างล่างแทน พอลงไปข้างล่างแล้ว หลวงพี่ที่อยู่ตรงข้ามกุฏิก็ได้ถามว่า “ท่านทั้งสองรูปนอนที่ไหน” คุณเบนก็ได้ตอบไปว่า “นอนห้องนี้ครับ” แล้วชี้นิ้วขึ้นไปยังกุฏิที่พัก หลวงพี่ก็ยิ้ม แล้วหัวเราะ จากนั้นก็พูดว่า

“ห้องนี้เหรอ ตรงข้ามกับห้องของผมเลยนะ” “ทำไมต้องหัวเราะแบบนั้นด้วยครับหลวงพี่?” คุณเบนถาม “อ๋อเปล่าๆ ไม่มีอะไร ห้องนั้นลมพัดเย็นดี…” หลวงพี่ตอบ คุณเบนรู้สึกผิดปกติและเริ่มรู้สึกกลัว ก็เลยเค้นกับหลวงพี่อีกที “หลวงพี่ครับ ห้องนั้นมันมีอะไรกันแน่ บอกผมมาเถอะ เพราะว่าถ้าเกิดผมกับน้องชายผมเจอ ช็อคทั้งคู่เลยนะ!” “ถ้าเล่าแล้วอย่ากลัวนะ ทำใจให้ได้ล่ะ” แล้วหลวงพี่ก็เล่าว่า ห้องนั้นพระเจ้ากุฏิคนเก่าเขาเอาไว้ทำพิธี แล้วก็เอาศพตายโหงไว้ในนั้นก่อนที่ท่านจะมรณภาพ แล้วโต๊ะที่น้องชายของคุณเบนไปนั่ง ก็เป็นโต๊ะที่เอาไว้ตั้งศพผีตายโหง…เมื่อได้ยินดังนั้น คุณเบนและน้องชายก็กลัว และคิดว่าคงจะไม่สามารถนอนที่กุฏิชั้นบนห้องนี้ได้อีกแล้ว พอตกกลางคืน พระใหม่ทั้งสองรูปก็ได้เอาหมอนกับผ้าห่มลงมา และบอกหลวงพี่ว่าจะนอนข้างล่าง ซึ่งห้องข้างล่างก็มีหลวงพี่นอนอยู่แล้วสองรูป ปกติแล้วห้องข้างบนนั้นจะมีหลวงพี่นอนอยู่รูปนึง แต่ว่าก็หนีลงมานอนห้องข้างล่างเหมือนกัน ไม่ทราบว่าเพราะอะไร พอคุณเบนและน้องชายสวดมนต์ก่อนนอนจบก็เข้านอนเลย พอตกกลางดึก หลวงพี่ที่นอนอยู่ห้องนี้ก่อนแล้วก็ได้หลับไปแล้ว เหลือเพียงพระใหม่สองรูปที่นอนมองหน้ากัน เพราะแปลกที่จึงนอนไม่หลับ

จนเวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง คุณเบนก็เห็นว่าน้องชายได้หลับไปแล้ว แต่คุณเบนก็ยังนอนไม่หลับ ข่มตานอนยังไงก็นอนไม่หลับ จนได้ยินเสียงเดินอยู่ข้างบนห้องที่คุณเบนและน้อยชายอยู่เมื่อตอนกลางวัน ซึ่งขณะนี้มันไม่น่าจะมีใครอยู่ในนั้น สักพักพอเสียงเดินหยุด คุณเบนก็คิดว่าจะปลุกน้อง แต่ก็กลัวว่าน้องจะกลัวจนนอนไม่หลับ จะปลุกหลวงพี่แต่ก็เกรงใจ ก็เลยลองไปสะกิดน้องชายดูว่าหลับหรือยัง น้องชายก็ลืมตาแล้วมองหน้าคุณเบน ปรากฏว่าน้องชายรีบดีดตัว ผละออกทันที เหมือนคนตกใจกลัวสุดขีด จนหลวงพี่ที่นอนอยู่ด้วยตื่นแล้วเปิดไฟดู คุณเบนก็ตกใจและแปลกใจ เลยถามว่าเป็นอะไร น้องชายก็มองหน้าคุณเบน ขมวดคิ้ว ก่อนจะตอบว่า “ไม่เป็นอะไร ไม่มีอะไร” แล้วล้มตัวลงนอนต่อ หลวงพี่เห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว ก็เลยปิดไฟและพากันนอน พอไฟถูกปิดลง น้องชายก็ได้พูดกระซิบบอกคุณเบนว่า “พี่เบน…แบล็คเจอแล้วว่ะ!” คุณเบนก็ถามว่าเจออะไร น้องชายบอกว่า ตอนที่ลืมตาขึ้นมามองหน้าคุณเบน แต่หน้านั้นไม่ใช่หน้าของคุณเบน เป็นหน้าใครก็ไม่รู้ แล้วยิ้มให้ คุณเบนคิดในใจว่าน้องเจอแล้ว แล้วต่อไปเราจะเจออะไรอีก หลวงพี่ที่นอนอยู่ข้างๆ แอบได้ยินจึงบอกว่า “มันไม่มีอะไรหรอก คิดกันไปเอง” แล้วหลวงพี่ก็บอกให้คุณเบนและน้องนอน แล้วท่านจะนั่งเฝ้าให้เองเพื่อความสบายใจ พอยิ่งดึกคุณเบนและน้องชายก็ยังนอนไม่หลับ คุณเบนก็เลยหันไปมองหลวงพี่ที่นั่งเฝ้าอยู่ เห็นหลวงพี่นั่งหลับตาท่องคาถาพึมพำอยู่ตลอดเวลา คุณเบนก็เลยรู้สึกอุ่นใจแล้วก็เผลอหลับไป ตื่นมาก็ทำวัดเช้าแล้วออกไปบิณฑบาตตามปกติ

พอตอนกลางคืน คุณเบนและน้องชายก็สวดมนต์ ทำกิจของสงฆ์ทุกอย่างจนเรียบร้อยและเข้านอน สักพักคุณเบนก็เริ่มได้ยินเสียงเดินไปเดินมาอยู่ห้องข้างบนอีกแล้ว จากนั้นเสียงนั้นก็เดินลงบันได พอยิ่งดึกก็รู้สึกว่ามาเดินผ่านขา และรอบตัว ความรู้สึกเหมือนจะมีมากกว่าสามคน จนคุณเบนรู้สึกไม่ไหวแล้ว ก็เลยสะกิดหลวงพี่แล้วถามว่า “หลวงพี่…ทำไมมันมีเสียงเดินอยู่รอบตัวเลย” “มันเป็นเรื่องปกติ” หลวงพี่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย คุณเบนก็คิดว่ามันไม่ไหวแล้ว ถ้าจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ทุกคืน จนคืนถัดๆ ไปถึงกับต้องหายานอนหลับมากิน ประมาณวันที่เก้าของการบวช ยานอนหลับที่กินอยู่ก็ดันหมดพอดี ก็เลยคิดว่าอาจจะไม่ต้องใช้แล้วก็ได้ เพราะบวชมาก็หลายวันแล้ว จิตอาจจะเริ่มแข็งขึ้นมาบ้าง แต่วันนั้นก็ได้มีหลวงพี่เข้ามาใหม่อีกรูปหนึ่ง แล้วได้ขึ้นไปนอนห้องข้างบนพอตกดึก คุณเบนและน้องชายก็ได้นั่งสวดมนต์อยู่ห้องข้างล่าง สักพักก็ได้ยินเสียงเดินลงมาจากห้องข้างบน แล้วก็เดินกลับขึ้นไปอีก วนไปวนมาอยู่เป็นแบบนี้สี่-ห้ารอบ แล้วก็มีเสียงเคาะประตู ปรากฏว่าเป็นหลวงพี่ที่เข้ามาใหม่ หลวงพี่รูปนั้นถามว่า “มีใครมาแกล้งเคาะประตูห้องผมหรือเปล่า?” คุณเบนก็ตอบว่าไม่มีใครทำ แล้วถามกลับไปว่า “หลวงพี่เดินลงมาข้างล่างนี่กี่รอบแล้วครับ” หลวงพี่ก็ตอบว่า “ผมก็เพิ่งลงมานี่แหละ” คุณเบนบอกว่า “ผมได้ยินเสียงเดินขึ้นเดินลงสี่-ห้ารอบแล้วหลวงพี่!” หลวงพี่ก็บอกว่า “ผมก็ได้ยินเสียงคนมาเคาะประตูห้องอยู่เหมือนกัน” หลวงพี่รูปนั้นเลยตัดสินใจขนของลงมานอนห้องข้างล่างด้วยกัน

จนถึงวันที่คุณเบนและน้อยชายสึกออกมา จากนั้นไม่นานวัดนี้ก็ได้เปลี่ยนเจ้าอาวาสรูปใหม่ แล้วคุณเบนก็ได้สืบทราบมาว่า ห้องบนชั้นสอง เมื่อก่อนเป็นห้องที่เจ้ากุฏิเอาไว้ศึกษาเรื่องไสยศาสตร์มนต์ดำกับศพ และปัจจุบันร่างของเจ้ากุฏิก็ยังถูกเก็บเอาไว้ในห้องหนึ่งภายในกุฏิหลังนั้น และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด