คนแต่งหน้าศพ

เหตุการณ์เกิดขึ้นในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แถวรังสิต เมื่อสองเดือนที่ผ่านมา ปกติแล้วคุณกิ๊บเรียนมาทางด้านเสริมสวย อยากมีร้านเสริมสวยเป็นของตัวเอง แต่คุณพ่อทำงานเกี่ยวกับผ่าพิสูจน์ศพ จึงทำให้มีเส้นสายทางนี้บ้าง คุณพ่อบอกว่าถ้าทำทางนี้จะได้เงินเยอะกว่า คุณกิ๊บจึงตกลงที่จะลองทำดู เพราะว่าคุณกิ๊บก็เคยคลุกคลีเกี่ยวกับศพมาตั้งแต่เด็ก

คุณกิ๊บเริ่มทำงานแต่งหน้าศพมาแล้วพักนึง โดยรับทำเฉพาะแค่ในโรงพยาบาลเท่านั้น มีอยู่เคสหนึ่ง เป็นผู้หญิงนักศึกษาผูกคอตาย เพราะมีปัญหากับแฟน คุณกิ๊บก็ได้รับเคสนี้มา ตอนนั้นเวลาประมาณสี่โมงเย็น โดยปกติแล้วเวลาแต่งหน้าศพ จะต้องแต่งคนเดียว จะไม่มีใครคอยอยู่เป็นเพื่อน ลักษณะตอนที่แต่งหน้าให้ศพ ศพจะนอนอยู่บนเตียง และคุณกิ๊บจะขึ้นไปนั่งอยู่ข้างๆ ศพ ปกติจะมีโต๊ะให้นั่งข้างๆ แต่คุณกิ๊บไม่ถนัด คุณกิ๊บจ้องมองดูหน้าของศพในขณะที่ศพกำลังนอนหลับตาอยู่ พอจะมองออกว่าเป็นผู้หญิงที่สวยมาก พลางนึกในใจว่าควรจะแต่งยังไงถึงจะออกมาดูดี และให้เข้ากับรูปหน้าของศพ เพราะการแต่งหน้าให้ศพ ไม่ใช่ว่าจะสุ่มสี่สุ่มห้าแต่งได้ จำเป็นต้องแต่งให้ตรงกับบุคลิกของศพด้วย โทนหน้าของผู้หญิงคนนี้จะออกไปทางเซ็กซี่ คุณกิ๊บเลยเน้นสีจัดๆ

ในขณะที่กำลังแต่งอยู่ คุณกิ๊บก็หยิบลิปสติกสีแดง ซึ่งคุณกิ๊บคิดว่าน่าจะเหมาะกับเค้ามากที่สุด หลังจากคุณกิ๊บแต่งหน้าให้จนเสร็จ เก็บของลงกล่อง แต่เหมือนจะได้ยินเสียงผู้หญิงมากระซิบที่ข้างหูเบาๆ ว่า “แดงกว่านี้ได้มั้ย” ทำให้คุณกิ๊บตกใจจนขนลุกซู่ รีบหันไปมองรอบๆ ตัว แต่ก็ไม่พบใคร ภายในห้องมีแต่คุณกิ๊บกับศพเท่านั้น คุณกิ๊บทำงานด้านนี้ก็พอจะรู้ว่ามันคืออะไร จึงได้พูดไปลอยๆ ว่า “ได้ค่ะ เดี๋ยวจะทำให้ใหม่” และเคสนี้ก็จบไป คุณกิ๊บเองจะทำงานไม่เป็นเวลา ถึงแม้ว่าจะมีเคสเข้ามาในเวลาตีหนึ่งหรือตีสองก็ทำได้ เคสต่อมาเป็นผู้หญิงโดนรถชนจนเสียชีวิตคาที่ ช่วงล่างจะเละจนมองไม่ออก ส่วนช่วงบนยังไม่เสียหายอะไรมาก เวลาประมาณสองทุ่ม คนที่เฝ้าอยู่หน้าห้องเก็บศพก็มักจะไม่ค่อยอยู่ ชอบแวบไปแวบมา จังหวะที่คุณกิ๊บกำลังจะเดินไปที่ห้องเก็บศพ ก็เห็นผู้หญิงใส่เสื้อสีดำ กางเกงยีนส์ขายาว เดินเลี้ยวเข้าไปในห้องเก็บศพ ด้วยความหวังดี คุณกิ๊บจึงตะโกนบอกว่า “น้องคะ เข้าไม่ได้นะ นั่นเป็นห้องเก็บศพ” แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ฟัง ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เดินลิ่วหายเข้าไปในห้องเก็บศพมืดๆ คุณกิ๊บเดินตามเข้าไปเปิดไฟ ปรากฏว่าภายในห้องเก็บศพไม่มีคนอยู่เลย

คุณกิ๊บเริ่มใจไม่ดี แต่ก็ยังคงสงบจิตสงบใจเอาไว้ได้ จึงเดินไปเล่าให้คุณพ่อฟัง คุณพ่อก็พาคุณกิ๊บเข้ามาในห้องเก็บศพ แล้วดึงลิ้นชักออกมาตู้หนึ่ง เผยให้เห็นศพของผู้หญิงใส่เสื้อสีดำ ส่วนเอวลงไปถึงขาแหลกจนไม่มีชิ้นดี แต่ยังพอมองออกว่าใส่กางเกงยันส์อยู่ ทำให้คุณกิ๊บสะอึกขึ้นมาเบาๆ ทั้งๆ ที่คิดว่าเตรียมใจมาดีแล้ว แต่ก็ยังคงกดความกลัวเอาไว้ไม่มิดอยู่ดี คุณพ่อถามว่า “คนนี้ใช่มั้ย” คุณกิ๊บตอบแบบเสียงสั่นๆ ว่า “ใช่” คุณพ่อจึงบอกว่า “คนนี้แหละ ที่จะให้แต่งหน้าคืนนี้” ถึงแม้ว่าคุณกิ๊บเริ่มจะรู้สึกพะอืดพะอม แต่ก็คงต้องทำ เพราะว่ามันคืองานและนี่ก็คือเคสที่สอง ปกติของคนทำอาชีพนี้ ไม่ว่าหน้าตาของศพจะเป็นยังไง ก็ไม่สามารถเกี่ยงงานได้ มีอยู่เคสหนึ่ง เป็นผู้หญิง ใบหน้ายุบลงไปข้างหนึ่ง สาเหตุเพราะทะเลาะกับแฟนหนุ่ม แฟนหนุ่มใช้ถังดับเพลิงกระแทกเข้าไปที่ใบหน้าเต็มแรง ซึ่งการแต่งหน้าศพ ถึงแม้ว่าศพจะมีใบหน้าปกติก็จะแต่งยากอยู่แล้ว

คุณกิ๊บยืนจ้องพินิจอยู่นาน นึกในใจว่าควรจะแต่งยังไงดี ตายุบลงไปข้างหนึ่ง จะเขียนอายไลเนอร์ให้ก็เขียนไม่ได้ จึงเว้นในส่วนนี้ไว้ แล้วไปแต่งในส่วนอื่นตามปกติ ในขณะที่คุณกิ๊บกำลังแต่งหน้าให้ศพอยู่ จะรู้สึกได้เลยว่ามีคนมายืนอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา ทำให้คุณกิ๊บเผลอมองทางหางตาอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องแต่งหน้าศพให้เสร็จก่อน จึงเพ่งสมาธิไปที่งานตรงหน้า แต่ในขณะนั้นความรู้สึกมันกลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยปกติห้องดับจิตจะมีอุณหภูมิที่เย็นอยู่แล้ว แต่คราวนี้มันต่างออกไปจากครั้งก่อนๆ เหมือนมีไอเย็นของอะไรบางอย่าง พวยพุ่งอยู่ข้างๆ ทำให้รู้สึกขนลุกตั้งไปทั้งตัว ความกลัวที่พยายามกดไว้จนมิด เริ่มผุดขึ้นมาเรื่อยๆ ในจังหวะที่คุณกิ๊บนั่งแต่งหน้าอยู่บนเตียงเดียวกับศพ แต่อยู่ๆเตียงมันก็สั่นขึ้นเอง “กึกๆ” เหมือนมีคนจับมันเขย่า คุณกิ๊บรีบดีดตัวถอยออกห่างจากเตียง หัวใจเต้นแรงจนเหมือนกลองที่ถูกตีรัวๆ หายใจหอบถี่จนรู้สึกเหนื่อย

คุณกิ๊บพนมมือแล้วพูดขึ้นว่า “ถ้ามีอะไรก็มาบอกกันดีๆ บอกแบบนี้กิ๊บไม่รู้” คุณกิ๊บรวบรวมสติกลับมานั่งที่เดิม แล้วลงมือแต่งหน้าให้ศพต่อ แต่อยู่ๆ อายไลเนอร์ที่ถูกเก็บอยู่ในกล่องเครื่องมือมันไหลตกลงพื้นเอง “แกร่กๆๆ” คุณกิ๊บที่มีอาการตื่นกลัวอยู่แล้วก็ใจหายวูบรีบเด้งตัวลุกขึ้นมาดู ก็เห็นอายไลเนอร์กลิ่งอยู่บนพื้นใกล้ๆปลายเท้า คุณกิ๊บพูดขึ้นมาว่า “อ๋อ อยากเขียนอายไลเนอร์เหรอ เขียนให้ได้นะ แต่จะออกมาสวยหรือไม่นั้น เราไม่รู้ เพราะเราก็เห็นๆอยู่ว่าตอนนี้ร่างของคุณเป็นยังไง ถ้าจะให้เราเขียน เราก็เขียนให้ได้” คุณกิ๊บก้มลงหยิบอายไลเนอร์ขึ้นมาเขียนให้ศพ หลังจากเสร็จสิ้งทุกอย่าง คุณกิ๊บก็เดินออกไปหาญาติของศพที่ยืนรออยู่หน้าห้อง แล้วบอกว่า “แต่งเสร็จแล้ว” หลังจากนั้นก็กลับบ้าน คุณกิ๊บทำธุระส่วนตัวทุกอย่างเสร็จแล้วก็เข้านอน จนกำลังเคลิ้มหลับ แต่อยู่ๆ ก็รู้สึกชาไปทั้งตัวและขยับตัวไม่ได้ คุณกิ๊บลืมตาและพยายามกวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง เห็นเพียงแค่ความมืด ความรู้สึกหวั่นๆ ต่ออะไรบางอย่างเริ่มเกาะกุมขึ้นที่หัวใจ สักพักมีเสียงของผู้หญิงมากระซิบที่ข้างหูว่า “ที่สั่นเตียง ไม่ใช่ว่าเพราะว่าอะไร แต่ทำไมถึงไม่จุดธูปบอกก่อน และชั้นเป็นคนที่ชอบเขียนอายไลเนอร์มาก ทำไมถึงสะเพร่าแบบนี้”

ปกติแล้วเวลาที่คุณกิ๊บจะแต่งหน้าให้ศพ จะไม่เคยขอขมา ไม่จุดธูป ไม่บอกกล่าวใดๆ ทั้งสิ้น เพราะคุณกิ๊บถือว่ามาช่วย ไม่จำเป็นต้องบอก แต่เหตุการณ์นี้ทำให้คุณกิ๊บต้องจุดธูปบอกก่อนทุกครั้ง แล้วต้องบอกทั้งก่อนที่จะเริ่มแต่ง และหลังจากที่แต่งเสร็จแล้ว และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

ขอขอบคุณที่มา: พันทิปดอทคอม