กระท่อมกลางน้ำ

แสงแรกของวันส่องผ่านช่องของม่านหน้าต่างรถตู้เข้ามาในห้องโดยสาร ผมลืมตาตื่นพร้อมด้วยอาการปวดเมื่อยตัวเนื่องจากนั่งในท่าเดิมมาตลอดทั้งคืน เอื้อมมือไปเปิดให้ช่องของม่านขยายใหญ่ขึ้นเพื่อมองออกไปสำรวจสภาพบรรยากาศภายนอก รู้สึกแสบตายามเมื่อต้องแสงเพราะนอนไม่ค่อยหลับมาตลอดทั้งคืน อีกไม่กี่อึดใจพวกเราก็จะไปถึงที่หมาย ที่บ่อบำบัดน้ำเสียประจำจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน นับจากนี้ไปอีกแปดวัน มันจะเป็นที่ทำงานของผมและเพื่อนๆ ในคณะเดินทางที่มาด้วยกันอีกเจ็ดคน

สถานที่แห่งนี้มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ทั่วทั้งพื้นที่ประกอบด้วยบ่อบำบัดลักษณะเป็นบ่อพักน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่จำนวนมาก กระจายตัวอย่างเป็นระเบียบและมีแบบแผนคล้ายคันนาปลูกข้าว ในส่วนที่ไม่ได้เป็นบ่อก็จะเป็นพื้นดินซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยวัชพืชนานาพันธุ์ ด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างสงบ ร่มรื่น และค่อนข้างสบายๆ สวยงาม ในช่วงเวลากลางวันมันสามารถใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว หรือพักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้านแถบนี้ได้เป็นอย่างดี รถเลี้ยวจากตัวถนนสายหลักเข้าไปยังอาณาเขตของบ่อบำบัด ขับเข้าไปอีกประมาณห้าร้อยเมตรก็ถึงบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งพวกเราจะต้องอาศัยเป็นสถานที่สำหรับปฏิบัติงานกัน ข้างของเครื่องใช้ อุปกรณ์ต่างๆ จึงถูกลำเลียงลงมา และจัดเตรียมไว้ที่นี่ หน้าที่ของพวกผมตลอดแปดวันต่อจากนี้นั้นไม่มีอะไรมาก หรือยุ่งยากซับซ้อนแต่อย่างใด เพียงแค่ให้คนใดคนหนึ่งหรือสองคน ถืออุปกรณ์สุ่มตัวอย่างน้ำ เดินลึกเข้าไปอีกในเขตของบ่อบำบัด เปิดฝาท่อตามจุดต่างๆ ที่ถูกกำหนดเอาไว้ในแผนผัง หย่อนอุปกรณ์ลงไป หลังจากนั้นก็นำกลับมาเก็บยังจุดพัก เพื่อรอให้รถมารับส่งตัวอย่างกลับไปยังกรุงเทพฯ

เพียงแต่ว่าภารกิจนี้ ต้องทำตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ดังนั้น พวกเราแปดคนจึงถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละสี่คน เพื่อเก็บตัวอย่างกลุ่มละสิบสองชั่วโมง วันแรกของการทำงาน ผมได้อยู่กะดึก ซึ่งต้องปฏิบัติงานระหว่างเวลาสองทุ่มถึงแปดโมงเช้า ในคืนนี้ ผมได้รับรู้ว่า ที่บ่อบำบัดแห่งนี้ไม่มีหลอดไฟติดเพื่อให้แสงสว่างเลยสักดวงเดียว ในขณะปั่นจักรยานลึกเข้าไป สองข้างทางมีเพียงต้นไม้ใบหญ้าสั่นไหวไปมา สร้างความสั่นคลอนให้แก่ประสาทไม่น้อย แสงไฟจากจักรยานก็ไม่สว่างพอจะทำให้อุ่นใจอะไรได้เลย ขณะจอดจักรยานและก้มตัวลงเปิดฝาท่อที่อยู่ริมคูน้ำ สายตาเหลือบมองไปมาและพบว่า ตรงข้ามคูน้ำเป็นที่ตั้งของฮวงซุ้ยจำนวนมาก รู้สึกหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลาทั้งจากบรรยากาศรอบด้าน และจากความมืดมิดในท่อที่ผมต้องหย่อนขวดลงไปกว่าหนึ่งเมตรเพื่อเก็บน้ำ จุดเก็บตัวอย่างมีห้าจุด อีกสี่จุดต้องเข้าไปลึกกว่านี้อีก ความมืดมิดโอบคลุมไปทั่ว ร่างกายเย็นวูบวาบเพราะความกลัว แม้ระยะการมองเห็นเหลือไม่มากเพราะแสงไฟหน้ารถไม่สว่างพอ แต่จินตนาการจากสิ่งที่เพิ่งพบเห็นก็ช่วยแต่งเติมภาพสยองต่างๆ จนเต็มหัวไปหมดแล้ว

แค่ลมพัด เพียงเงาวูบไหวเพียงเล็กน้อย ก็สามารถสั่นคลอนประสาทของผมได้อย่างง่ายดาย ในเวลานั้น ยอมรับว่ากลัวมาก และนึกหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลาในยามที่ต้องปั่นจักรยานเข้าไปเก็บตัวอย่าง ซึ่งต้องเก็บทุกๆ หนึ่งชั่วโมง เพราะนั่นหมายความว่า ผมจะต้องเผชิญหน้ากับความน่ากลัวของความมืดและบรรยากาศสุดหลอนไปอีกสิบสองครั้งในคืนนี้ และเป็นแบบนี้ไปอีกเจ็ดวันที่เหลือ และแล้วคืนแรกก็ผ่านพ้นไปอย่างโล่งอก เพราะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ความกลัวในใจทำให้ผมเกิดความเครียด จึงดูเหนื่อยอ่อนกว่าที่ควรจะเป็นอย่างเห็นได้ชัด เช้าวันต่อมา ก่อนจะติดรถตู้กลับไปห้องพัก หัวหน้างานจัดกะพวกเราใหม่ โดยเปลี่ยนให้ผมมาอยู่ช่วงเช้าแทน แน่นอนว่า ลึกๆ แล้วผมดีใจที่จะไม่ต้องทนอยู่กับบรรยากาศเงียบสงัด ชวนขนหัวลุกในช่วงกลางคืนอีกเจ็ดวันที่เหลือ ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี ผมปั่นจักรยานเข้าไปเก็บน้ำในช่วงเช้าซึ่งไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ถ้าไม่เพียงแต่ผมเพิ่งรู้ว่า ที่ย้ายผมมาอยู่ช่วงเช้าก็เพื่อให้ผมไปปฏิบัติงานอื่นในเช้าวันที่สามของการทำงานนั่นเอง ในคำสั่งงานนั้น อันที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน กลับกันที่ออกจะง่ายและน่าเบื่อด้วยซ้ำ หน้าที่คือ ช่วงเช้าผมต้องปั่นจักรยานเข้าไปเก็บน้ำ พอถึงบ่ายสามโมงให้ผมเดินไปสถานีบำบัดน้ำ และอยู่จดข้อมูลจากหน้าจอทุกห้านาที จนถึงหนึ่งทุ่มในอีกหกวันที่เหลือ

ดังนั้น ก่อนบ่ายสามเล็กน้อย ผมจะต้องเดินออกจากพื้นที่ของบ่อบำบัด เดินเลาะไปตามถนนสายหลักประมาณหนึ่งกิโลเมตร เพื่อไปยังสถานีบำบัดน้ำที่หมาย ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไร แต่นั่นเองที่ทำให้ผมได้สังเกตพื้นที่โดยรอบ ในส่วนที่ผมไม่ได้สังเกต หรือสังเกตไม่เห็นเมื่อมาถึงวันแรก ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าที่ปากทางเข้าพื้นที่บ่อบำบัดมีวัดอยู่แห่งหนึ่ง และทางเดินเข้าไประหว่างวัดจนถึงจุดพักของพวกเรามีกระท่อมอยู่หลังหนึ่ง มันเป็นกระท่อมสภาพผุพังทรุดโทรมที่ปลูกยื่นเข้าไปในบ่อบำบัด ประตูและหลังคาดูเหมือนหลุดร่องแร่งเมื่อมองจากระยะไกล มีสะพานไม้เล็กๆ เก่าๆ ที่ถูกทำขึ้นง่ายๆ เชื่อมระหว่างถนนลูกรังและตัวกระท่อมเอาไว้เพื่อใช้เข้าออก ช่วงหนึ่งทุ่ม หลังเรียบร้อยจากการปฏิบัติหน้าที่ที่สถานีบำบัด ความมืดโรยตัวปกคลุมไปทั่วผืนฟ้าเรียบร้อยแล้ว สองข้างทางสัญจรเต็มไปด้วยไม้สูงและวัชพืช ส่งผลให้ผมอดหวาดระแวงในขณะเดินกลับไม่ได้ เมื่อมาถึงปากทางเข้า ผมก้มหน้างุดพยายามไม่มอง และเดินผ่านวัดไปให้เร็วที่สุด หลังจากนั้นก็เดินผ่านกระท่อมกลางน้ำไป คืนนี้ไม่มีอะไรผิดปกติ นอกจากสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผมนึกกลัวไปเอง

การทำงานวันที่สี่และห้าผ่านพ้นไปเป็นปกติเหมือนที่ผมอยากให้เป็น วัดยังคงเงียบเชียบชวนวังเวงและปราศจากแสงสว่าง กระท่อมหลังนั้นยังคงตั้งโดดเด่นอยู่กลางน้ำอย่างโดดเดี่ยวด้วยความมืดสลัว เงียบกริบและไร้วี่แววของผู้อยู่อาศัยเช่นเคย หนึ่งทุ่มของวันที่หก ผมออกเดินเท้าจากสถานีบำบัดเพื่อกลับไปยังจุดปฏิบัติงานเช่นเดียวกับวันก่อนๆ อาจเพราะเริ่มเคยชินแล้ว จึงคลายความกังวลลงไปมาก ความรกครึ้ม ความมืด สิ่งวูบไหวต่างๆ ไม่อาจทำให้ผมหวั่นวิตกได้เหมือนวันที่ผ่านมา มองอะไรไปเพลินๆ ใจก็คิดขึ้นมาว่า ทางที่ผมกำลังใช้สัญจรอยู่นี่ มันก็มืดและชวนวังเวงจริงๆ ถึงแม้มันจะเป็นถนนสายหลักที่มีรถยนต์แล่น แต่ในเวลาหนึ่งทุ่มสำหรับที่นี่ รถราสักคันก็ไม่เหลือให้เห็นแล้ว ในขณะที่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ก็เดินมาถึงวัดตรงทางเข้า สังเกตเห็นเปลวแสงสีส้มสว่างไสวในอาณาเขตวัด ผิดกับทุกวันที่ผ่านมา เหมือนกำลังเผาอะไรบางอย่างกันอยู่ กลุ่มควันหนาดำทะมึนลอยเป็นลำ สูงจากปล่องขึ้นไปในความมืดมิดเบื้องบน คนหลายคนกำลังยืนอยู่บริเวณนั้น ทุกคนล้วนแต่งชุดดำ จู่ๆ ขนทั่วตัวก็ลุกขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ รู้สึกว่าสันหลังเย็นเยือก ผมก้มหน้างุด เร่งก้าวเท้าให้เร็วขึ้น สายตาลอบชำเลืองมองอย่างหวาดระแวง ในขณะที่หูก็เคยรับฟังเสียงผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น

และแล้วทางขวามือของผมก็ปรากฏภาพของกระท่อมกลางน้ำหลังเดิม ทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นเพียงเงามืดอยู่กลางน้ำเหมือนเช่นทุกคืน แต่วันนี้ในกระท่อมหลังนั้นกลับปรากฏจุดแสงสีส้มจากเปลวเทียน โดดเด่นลอดผ่านผนังกระท่อมผุพังออกมา อาจเป็นเพราะความไม่แน่ใจ หรือไม่ก็กำลังกลัว มันทำให้ผมไม่กล้าละสายตาออกจากแสงเทียนนั้นได้ และในขณะที่กำลังมองอยู่อย่างนั้น เงาดำหลายเงาก็เคลื่อนตัวออกมาจากกระท่อม เงาหนึ่งเป็นคนร่างเล็กเหมือนเด็ก ส่วนอีกหลายเงาที่เหลือคล้ายสุนัขตัวใหญ่ พวกมันกำลังเดินมาตามทางเดินไม้เพื่อมาสู่ทางที่ผมกำลังใช้เดินเท้าอยู่ ผมพยายามเพ่งมองให้แน่ใจในขณะที่กำลังจะเดินผ่าน แต่ในตอนนั้นเองก็รู้สึกว่าตนเองคิดผิดไปเสียแล้วที่ทำอย่างนั้น เหมือนผมไปกระตุ้นพวกมันเข้า หรือเหมือนกับว่ามันจะรู้ตัวว่าผมกำลังมองพวกมันอยู่ จู่ๆ เงาเด็กก็เริ่มออกวิ่ง และนั่นก็ทำให้เงาสุนัขที่กำลังรายล้อมเงาเด็กออกวิ่งตามเช่นกัน ผมตกใจ รีบหลบตา และยิ่งเพิ่มความเร็วในการเดินเพื่อให้พ้นจากบริเวณนั้นโดยเร็ว จนกระทั่งเมื่อเดินเลยจากสะพานไม้มาได้เล็กน้อย จึงชำเลืองกลับไปมองที่สะพานไม้ แต่สิ่งที่เห็นทำให้ผมผวาจะแทบคุมสติไม่อยู่

เงาพวกนั้นกำลังจะมาอยู่ตรงสุดสะพานแล้ว จู่ๆ เงาเด็กก็ชี้นิ้วมาที่ผม พร้อมๆ กับเงาของฝูงสุนัขที่พร้อมใจกันกระโจนตัวเข้าหาตามคำสั่งอย่างไม่ลังเล ทว่าสิ่งที่แปลกคือ มันไม่มีเสียงวิ่ง ไม่มีเสียงเห่า ไม่มีเสียงอะไรเลย ผมเร่งฝีเท้าขึ้นอีก เงาสุนัขวิ่งนำ เงาเด็กวิ่งตามมาติดๆ พวกมันกำลังจะพ้นจากสะพานแล้ว ผมก็ต้องวิ่งแล้ว ต้องวิ่ง ใช่แล้ว ต้องวิ่งหนีเท่านั้น พวกมันวิ่งพ้นสะพานมาอยู่บนถนนเส้นเดียวกันกับผมแล้ว และตอนนั้นก็อยู่ห่างออกไปข้างหลังเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น “ฮี่ๆๆๆ…ๆๆๆๆ” จู่ๆ เสียงหัวเราะเล็กแหลมน่ากลัวก็ดังขึ้น จำผมได้ดี เพราะมันเป็นเสียงที่น่าเกลียดน่ากลัว เสียดแทงไปถึงหัวใจจริงๆ ตอนนั้นคิดว่าคงหนีไม่พ้น คงไม่รอดแล้ว ทว่าจู่ๆ ลำแสงหนึ่งก็ฉายมาจากทางด้านหลังของผมอย่างไม่ทันรู้ตัว “เฮ้ย ขึ้นรถ!” มันเป็นรถของคณะทำงานนั่นเอง ในเวลานี้เป็นเวลาที่กะต่อไปเดินทางมาเพื่อเตรียมตัวเปลี่ยนกะกันแล้ว ผมกระโดดขึ้นรถอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าหันหลังกลับไปดูเหตุการณ์หรืออะไรก็ตามก่อนหน้านี้ คนบนรถคุยกัน เสียงเพลงยังเปิดอยู่ แต่ผมยังกลับรู้สึกหวาดระแวง เงียบเชียบ น่าสงสัย และเต็มไปด้วยคำถามในใจ ทำไมกระท่อมที่ไม่เคยมีใครเข้าออก จึงมีเด็กเดินออกมา

ทำไมเงาเด็กนั่นต้องวิ่งเข้าใส่ผม แล้วเสียงหัวเราะน่ากลัวนั่น มันเป็นเสียงของเด็กจริงหรือ ทำไมจึงไม่ได้ยินเสียงเดิน เสียงย่ำของเด็กและสุนัขทั้งฝูง ทำไมผมไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ ไม่ได้ยินเสียงรถแล่น ไม่เห็นไฟหน้ารถ ทั้งๆ ที่มันควรจะเห็นได้แต่ไกล แต่ทั้งหมดนั้น ผมก็ไม่รู้จะหาคำตอบได้จากที่ไหนเหมือนกัน… โชคดีที่วันนั้นเป็นวันสุดท้ายแล้ว ที่ผมได้รับคำสั่งให้ไปจดข้อมูลที่สถานีบำบัด ทว่าช่วงเวลาที่เหลืออยู่อีกสองวัน ผมพยายามเดินผ่านเพื่อลอบมองกระท่อมกลางน้ำผุพังหลังนั้น หรือพยายามมองในช่วงนั่งรถกลับที่พักในช่วงสองทุ่ม แต่สุดท้ายแล้ว จนกระทั่งวันสุดท้ายของการปฏิบัติงาน ผมก็ไม่เห็นใครเดินเข้าออกจากกระท่อมหลังนั้นอีกเลย ไม่มีแม้กระทั่งแสงเทียน หรือแสงเล็กน้อยอื่นใดให้ได้เห็น

คืนนั้น มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ขอขอบคุณที่มา: พันทิปดอทคอม